ประวัติอิกคิวอย่างยาว
เชื่อใหมว่าพระ อิกคิวมีตัวตนอยู่จริง
ย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ในดินแดนญี่ปุ่นเมื่อ 600กว่าปีมาแล้ว ขณะนั้นเป็นยุคสมัยที่แผ่นดินญี่ปุ่นแตกแยกเกิด จลาจล และเต็มไปด้วยสงครามนองเลือด ทั้งการรบพุ่ง เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างราชวงค์เหนือและ ราชวงค์ใต้ ซึ่งพยายามดึงซามูไรตระกูลต่างๆ มาเป็นฝ่ายตน พ่อฆ่าลูก น้องฆ่าพี่ เหตุการณ์ที่เกิดในตระกูลเดียวกันห้ำหั่นกันมีอยู่ดาษดื่น
สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ เมืองเกียวโตเท่านั้น แต่ยังขยายออกไปสุ่ระดับท้องถิ่นต่างๆและ ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อผู้คนในสังคมทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชาวบ้านระดับล่างจนถึงชนชั้นสูง เนื่องจากชนชั้นทหารก้าวขึ้นมามีบทบาทกุมอำนาจในสังคม ชนชั้นสูงที่มีอนาจในอดีตจึงลดความสำคัญลง
แน่นอน เมื่อเกิดสงคราม สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้คือ ความยากจนภาวะอดอยาก และ โรคระบาดสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้แพร่กระจายไปในหมู่ประชาชนระดับล่างทุกหัวระแหง รวมทั้งภัยธรรมชาติ อย่างน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเทพเจ้าลงโทษ
ในสถานะการณ์ เช่นนี้ ศาสนาน่าจะเป็นที่พึ่งให้กับ จิตใจที่แตกสลายให้กับชาวบ้านที่ล้วนเชื่อกันว่า จะนำพาพวกเขาไปสู่แดนสุขาวดี
แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น ศาสนาในประเทศญี่ปุ่นกลับเสื่อมโทรม ไม่ต่างอะไรกับสภาพสังคม วัดหลายแห่งมั่งคั่งขึ้นมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ บนความทุกข์ของชาวบ้านผู้หลงเชื่องมงาย ทั้งในรูปแบบของการทำบุญและ เงินสนับสนุน พระที่เบื้องหน้าฉาบด้วยการเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม แต่เบี้องหลังประพฤติตัวเหลวแหลก ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป รวมทั้งการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นเพื่อสร้างบารมีระหว่างพระด้วยกัน
ในระหว่างภาวะเสื่อมโทรมที่กัดกร่อนสังคม ทั้งในโลกการเมืองและ โลกของศาสนา พระ " อิกคิว " ก็ได้ถือกำเหนิดขึ้น
กำเหนิด
อิกคิวซังหรือชื่อในวัยเด็กคือ "เซนงิกูมารุ" เกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.1937 บริเวณเมืองซากะโนะใกล้ๆ กับ เมืองเกียวโต เป็นพระโอรสใน พระจักรพรรดิ โกะโกะมัทสุจักรพรรดิราชวงค์เหนือ กับ พระนางอิโยะโนะ ทสุโบเนะเชื้อสายราชวงค์ใต้ พระนางอิโยะโนะ ทสุโบะเนะ ถูกขับออกจากพระราชวังเนื่องจากถูกใส่ร้ายจากฝ่ายตรงข้าม เมื่อทรงให้กำเหนิดเซงิกุมารุ พระนางดำริถึงความปลอดภัยของพระโอรส จึงทรงตัดสินพระทัยให้เซงิกุมารุเข้าบวชที่วัดอังโคะคุจิ ขณะที่เซงิกุมารุอายุได้ 6 ขวบ หลวงพ่อไกคัง外観和尚 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสขณะนั้นได้ตั้งฉายาใหม่ว่า "ชูเคน"
เปลียนแปลง
เมื่อซูเคนเติบโตขึ้น เขาเริ่มเล็งเห็นความเสื่อมโทรมของวงการพุทธศาสนาความหน้าไหว้หลังหลอกของพระที่มุ่งหวังในลาภยศและทรัพย์สินเงินทองบนความทุกข์เข็ญของชาวบ้านยากจน ชูเคนได้แต่งกลอนระบายความรู้สึก โดยการวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนานิกายโชรินอย่างรุนแรงและในปีต่อมาอายุได้ 17 ปี ชูเคนได้ตัดสินใจลาออกจากวัดอังโคะคุจิ และฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเคนโอแห่งวัดไซกอนจิ ได้รับฉายาใหม่ว่า "โซจุน"
ที่วัดไซกอนจิ โซจุนได้รับการฝึกปฏิบัติตนที่แตกต่างจากวัดอังโคะคุจิ หลวงพ่อเคนโอเน้นการทำงานที่ใช้แรงงานหนักและต้องคลุกเคล้ากับความสกปรก โซจุนวึ่งเป็นพระในวัยหนุ่มไม่อาจเข้าใจนวิถีการปฏิบัติของหลวงพ่อทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งในใจตลอดมา จนกระทั่งหลวงพ่อเคนโอมรภาพ ด้วยความกตัญญู โซจุนจึงออกจากวัดไซกอนจิไปพักที่วัดอิชิยามา เพื่ออดอาหารเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้หลวงพ่อเคนโอต่อหน้าพระโพธิสัตว์ แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายความสัยสนในจิตใจได้ จึงบังเกิดความเศร้าหมองและสิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะมีชีวิต ต่อไปอย่างไร ความสิ้นหวังนี้เกิดขึ้นรุนแรงจนทำให้โซจุนตัดสินใจกระโดดน้ำตายที่แม่น้ำเซตะ ทางตอนใต้ของทะเลสาบบิวาโกะ琵琶湖 ขณะที่กำลังเดินลงแม่น้ำ โซจุนอธิษฐานว่า "ถ้าพระโพธิสัตว์ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ ก็ขอให้ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แต่ถ้าชีวิตเขาไร้ค่าไม่มีความหมาย ก็ขอให้ร่างกายตกเป็นเหยื่อของปลาในแม่น้ำ "
ขณะที่ร่างกายสัมผัสน้ำ โซจุนพลันนึกถึงใบหน้าของท่านแม่ จึงตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำแล้วพูดว่า "เราเป็นลูกผู้ชายต้องไม่ท้อแท้"
เมื่อรอดชีวิต โซจุนมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนเองอีกครั้ง และออกเดินทางไปที่วัดเซนโคอัน หรือ โซซึยจิ เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ กับ หลวงพ่อ คะโซ ซึ่งเป็นพระที่มีสมณศักดิ์สูง แต่กลับพอใจกับการดำรงชีวิตแบบสมถะ และ ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ในช่วงชีวิตที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ คะโซ โซจุนต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย ทั้งการฝึกปฏิบัติที่เข้มงวด การทำงานใช้แรงงานในวัด และการประกอบการงานเลี้ยงชีพ อย่างการสานรองเท้า
เย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาผู้หญิง ออกไปรับจ้างขายแรงงานในหมู่บ้าน
แต่ใช่ว่าวิถีทางธรรมของพระโซจุนจะราบรื่น ที่วัดเซนโคยังมีพระที่ตั้งกลุ่มเป็นปฏิปักษ์ กับโซจุน โดยเฉพาะโยโซ-ศิษย์ผู้พี่ ผู้ซึ่งคอยกลั่นแกล้งโซจุนตลอดเวลา ทั้งดุด่าและต่อยตี แต่ถึงกระนั้น โซจุนยังมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมจนสามารถแก้ปริศนาธรรมที่หลวงพ่อคะโซตั้งไว้ได้นวัยเพียง 25 ปี และได้ฉายาใหม่ว่า "อิกคิว โซจุน" ซึ่งหมายถึง การพักจากโลกสมมติบัญญัติตามลัทธิเซน
ค้นพบ
ในคืนหนึ่งที่แสนจะเงียบสงัดของช่วงต้นฤดูร้อนปี พ.ศ. 1963 คืนที่ท้องฟ้ามืดมิด ไร้ดาวซักดวง ถนนถูกกลืนหายไปในความมืด ของราตรีกาล ขณะที่อิกคิวนั่งสมาธิอยู่บนเรือน้อยริมทะเลสาบบิวาโกะ ในความมืดที่ปราศจากเสียงใดๆ พลันอิกคิวได้ยินเสียงนกการ้อง และแลเห็นแสงสว่างอบอุ่นที่สาดส่องเรืองรองอาบร่าง อิกคิวเกิดความปิติยินดี ราวกับได้เกิดใหม่ วินาทีนั้นเอง-อิกคิวจึงได้บรรลุธรรม
สัจธรรมที่อิกคิวค้นพบนวินาทีนั้นคือ เหตุแห่งทุกข์ และ เศร้าหมองแห่งชีวิตล้วนเกิดจากจิตผูกพันธนาการโดยอัตตา
เมื่อสามารถบรรลุธรรม หลวงพ่อคะโซตัดสินใจจะเขียนใบสำเร็จ เปรียญธรรมและมอบตำแหน่งเจ้าอาวาสให้อิกคิวสืบทอด แต่อิกคิววังกลับปฏิเสธโดยบอกกับหลวงพ่อว่าใบสำเร็จเปรียญธรรมเป็นเพียงแค่เศษกระดาษ ไม่มีค่าใดมากไปกว่านั้น
หลังจากนั้นไม่นานอิกคิวก้เดินทางออกจากวัดโชซึยจิ เพื่อออกไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง
ความขบถ
เมื่อออกจากวัดโชซึยจิ อิกคิวออกธุดงค์เร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ แถบเมืองเกียวโต ชื่อเสียงความเป็น "ขบถ นอกรีต" ของพระอิกคิวเริ่มเป็นที่กล่าวขานตั้งแต่ อิกคิวเข้าร่วมงานวันครบรอบมรณภาพพระอาจารย์ผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ซึ่งมีแต่พระชั้นผู้ใหญ่ชื่อดังจากทุกวัดมาร่วมงาน อิกคิวปรากฎกายในสภาพจีวรที่หลุดลุ่ยและ สบถด่าทอพระที่ประพฤตตัวหน้าไหว้หลังหลอกว่าเป็นพระจอมปลอม
เมื่อปฏิเสธสังคมศาสนา อิกคิวเริ่มต้นการใช้ชีวิตอิสระเสรีตามฉบับของตนเองอย่างเต็มที่ ดื่มสุรา เล่นการพนัน กินเนื้อสัตว์ มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา เที่ยวหญิงโสเภณี ภาพที่พระนุ่งห่มจีวรดำห้อยลูกประคำ ไว้ผมและหนวดเครารกรุงรังรูปหนึ่งเที่ยวเข้าออกซ่องโสเภณีแถบเมืองเกียวโต และ เมืองซะไก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวบ้านแถบนั้น
การดื่มเหล้าเคล้านารีของอิกคิว ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นความเลวของพระที่ยังตัดกิเลสไม่ขาด ทว่าวิถีการดำเนินชีวิตที่ออกจะขัดกับความเป็นพระในสายตาพระรูปอื่นๆ และคนภายนอกเป็นการแสดงออกที่เกิดจากความรู้สึกต่อต้านและขยะแขยงอย่างรุนแรงต่อความละโมบและ ความหน้าไหว้หลังหลอกของพระในสมัยนั้น พระชั้นสูงหลายรูปที่เบื้องหน้าแสร้งเคร่งครัดในธรรมและพร่ำแต่พูดว่าผู้หญิงเป็นมารสำหรับพระ แต่เบื้องหลังกลับให้พ่อค้ารวยๆ นำหญิงโสเภณีมาประเคนให้ถึงกุฏิ ขณะที่อิกคิวคบหาสมาคมผู้หญิงเหล่านั้นอย่างเปิดเผย และ ปฏิบัติกับผู้หญิงเหล่านั้น ด้วยความสุภาพอ่อนโยนเหมือนเป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ในสมัยเป็นพระวัยหนุ่มอิกคิวเคยแอบปันผลส้มที่บิณฑบาตมาได้ ให้เด็กสาวที่ขายตัวในซ่องแถบเมืองเกียวโตหรือจะเป้นสาวโสเภณีคนหนึ่งซึ่งป่วยหนัก อิกคิวถึงกับปีนขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมารักษาและเฝ้าพยาบาลอย่างเต็มที่ แม้นางจะเสียชีวิตในภายหลังก็ตาม
การประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการต่อต้านพระพุทธศาสนาที่หลอกลวงประชาชน คือสิ่งที่ทำให้พระระดับสูงหลายรูปที่มีผลประโยชน์พากันเกลียดชังอิกคิวยิ่งนัก พ.ศ. 1975 พระโยโซซึ่งเป็นศัตรู คนสำคัญของอิกคิวสร้างสำนักปฏิบัติธรรมโยชุนอันขึ้นภายในเมืองซะไก พระโยโซพยายามสร้างความมั่งคั่งโดยหลอกผู้คนว่าสามารถสำเร็จธรรมได้ด้วยการบริจาคปัจจัยมากๆ ผู้คนจำนวนมากก็พากันหลงเชื่อ พระอิกคิวซึ่งในขณะนั้นอายุได้ 39 ปี เดินถือดาบไม้เข้าไปกลางชุมชนและประกาศต่อหน้าทุกคนอย่างแข็งกร้าวว่า พระโยชุนอันคือพระลวงโลก
เมื่ออายุได้ 44 ปี อิกคิวประกาศความเชื่อ อย่างแข็งกร้าวอีกครั้ง เมื่อได้รับมอบใบสำเร็จเปรียญธรรมที่แอบเขียนไว้โดยหลวงพ่อคะโซ ขณะพำนักอยู่ที่บ้านขุนนางผู้หนึ่ง อิกคิวโกรธมาถึงกับโยนทิ้งลงกองไฟและต่อมาเมื่ออิกคิวพบว่าลูกศิษย์ยังคงเก็บเศษเถ้าถ่านเอาไว้ ก็นำไปเผาทำลายซ้ำจนไม่เหลือซาก ไม่แยแสใบสำเร็จเปรียญธรรมซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหับพระสมัยนั้น เปรียบได้กับใบปริญญาที่จะเบิกทางสู่ตำแหน่งสูงๆ ในวงการพระ แต่อิกคิวไม่แยแส
ใน ปี พ.ศ. 1972 อิกคิวร่วมกับพระลูกศิษย์ 2-3 คนตัดสินใจสร้างวัดเมียวโชจิขึ้น(วัดชูองอันอิกคิว ในปัจจุบัน) ซึ่งถูกเผาทำลายช่วงสงคราม เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพระอาจารย์ ไดโอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อเคนโอ พระอาจารย์รูปที่สองของ อิกคิว หลังจากนั้นวัดเมียวโชจิถูกเผาทำลายจากภัยสงครามอีกถึง 2 ครั้ง แต่อิกคิวก็พยายามฟื้นฟูปฏิสังขรณ์ให้อยู่ในสภาพดี ถึง 2 ครั้ง อิกคิวมักใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่วัดเมียวโชจิแห่งนี้ในบั้นปลายของชีวิต
ชีวิต
ในปี พ.ศ. 2012 ญี่ปุ่นเกิดสงคราม โอนิน ซึ่งเป็นสงครามรบพุ่งจากภายใน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดตำแหน่งโชกุน ระหว่างผู้มีอำนาจสองฝ่าย อิกคิวต้องหนีภัยสงครามโอนินออกจากวัด ธุดงค์เร่ร่อนไปตามแถบเมืองนารา โอซาก้า จนมาถึงเมืองสึมิโยชิ
ที่นี่เองเป็นที่ที่อิกคิวซังพบกับแม่นางชิน(บางตาราเรียกแม่นางโมริ) ศิลปินขอทานตาบอดกำพร้าด้วยความสงสารและประทับใจ อิกคิวจึงรับแม่นางชินเป็นภรรยา เมื่อร่วมหอลงโรงได้เพียงคืนเดียว นางชินกลับหนีไปด้วยความละอาย เธอเกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงของพระอิกคิวเสื่อมเสีย แต่ในที่สุดเธอก็กลับมาหาพระอิกคิวอีกครั้งในปีต่อมา เนื่องจากไม่สามารถทนภัยภยันตรายรอบด้านได้ ทั้งคู่อยู่กินด้วยกันที่วัดเมียวโชจิ หรือ ชูองอันอิกคิวจนวาระสุดท้าย
ในปี พ.ศ. 2017 พระอิกคิวได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าจักรพรรดิเป็นเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิซึ่งเป็นวัดหลวงที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้น อิกคิวจำใจต้องรับตำแหน่งเพราะไม่สามารถขัดพระราชองค์การได้ ทั้งที่รู้ดีว่าราชสำนักต้องการใช้ชื่อเสียงของอิกคิวเพื่อเรียกเงินบริจาคสำหรับปฏิสังขรณ์วัดไดโตะกุจิ ซึ่งถูกเผาทำลายในช่วงสงครามโอนิน ทว่าอิกคิวซังปฏิบัติเช่นเดียวกับหลวงพ่อคะโซผู้เป็นอาจารย์ อิกคิวรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิแค่เพียงวันเดียว หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่วัดเมียวโชจิตลอด
จนเมื่อายุได้ 87 ปี อิกคิวสั่งให้ลูกศิษย์คือ พระโบะกุไซ แกะสลักรูปปั้นไม้ จำลองของตนเองขึ้นและให้ประดิษฐานไว้ภายในวัดเมียวโชจิ และในปีถัดมา วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2024 เวลา 6 โมงเช้า พระอิกคิว โซจุน มรณภาพด้วยโรค ไข้มาลาเรียนท่านั่งสมาธิทีกุฏิภายในวัดเมียวโชจิ ด้วยวัย 88 ปี ในอ้อมแขนแม่นางชิน(บางตำราเรียกแม่นาง โมริ)
เล่าขานความเจ้าปัญญาของเณรชูเคนตามตำนาน
1. " เรื่องหันหลัง " ตอนสมัยเณรชูเคนเข้ามาอยู่ที่วัดอังโคะคุจิใหม่ๆ ชูเคนถูกหลวงพ่อดุที่ใช้วิธีเป่าเทียนให้ดับ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระโพธิสัตว์จะแปดเปื้อนด้วยลมหายใจที่สกปรกของมนุษย์ วันรุ่งขึ้น ขณะพระเณรทุกรูปกำลังสวดมนต์ต่อหน้าพระพุทธรูป มีแต่เพียงเณรชูเคนเท่านั้นที่สวดมนต์หันหลังให้พระพุทธรูป หลวงพ่อสงสัยมากจึงถามว่าทำไมเจ้าจึงหันหลังให้พระโพธิสัตว์เล่า เณรน้อยจึงตอบว่าลมหายใจของมนุษย์เป็นสิ่งสกปรก ถ้าเขาหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูป ก็เกรงว่าลมหายใจของตนจะแปดเปื้อนพระโพธิสัตว์
2."เรื่องป้ายประกาศที่หน้าประตู" เณรชูเคนคิดแผนการอันแยบยลเพื่อไล่นิเฮซังที่ชอบมาเล่นหมากล้อมกับหลวงพ่อจน ดึกๆ ดื่นๆ ชูเคนเขียนป้ายประกาศไว้ที่หน้าประตูวัดว่า "ห้ามผู้ที่สวมเสื้อที่ทำจากหนังสัตว์เข้ามาในบริเวณวัดเด็ดขาด" เพราะรู้ดีว่านิเฮซังมักจะใส่เสื้อขนกระต่ายมา ชูเฮอ้างกับนิเฮซังว่า เสื้อที่ทำจากหนังสัตว์จะทำให้วัดและพระโพธิสัตว์แปดเปื้อน แต่นิเฮซังก็ย้อนกลับไปว่าแล้วกลองที่ขึงจากหนังสัตว์เล่า ทำไมจึงอยู่ในโบสถ์ได้ เณรน้อยจึงตอบกลับไปว่ากลองทำขึ้นจากหนังสัตว์ก็จริงอยู่ แต่มันก็ถูกลงโทษโดยการตีทุกเช้าเย็น ดังนั้นถ้านิเฮซังอยากเข้าไปในวัดจริงๆ ก็ต้องถูกตีเหมือนกลองในโบสถ์เช่นกัน
3."เรื่องน้ำตาลกวนปริศนากับถ้วยชาหลวงพ่อ" วันหนึ่งเพื่อนของเณรชูเคนทำถ้วยชาสุดหวงของหลวงพ่อแตก ชูเคนคิดแผนเพื่อไม่ให้เพื่อนๆ โดนดุโดยให้เพื่อนๆ เข้าไปกินน้ำตาลกวนที่อยู่ในใหซึ่งหลวงพ่อเคยบอกว่า "ถ้าเด็กกินเข้าไปเป็นยาพิษเป็นอันตรายถึงชีวิต" จนหมด จากนั้นชูเคนสารภาพกับหลวงพ่อด้วยน้ำเสียงอันเศร้าสร้อยว่า เขาทำถ้วยชาที่มีค่ายิ่งของหลวงพ่อแตก จึงคิดจะตายเพื่อชดใช้โทษโดยกิน "ยาพิษ" ในใหเสียจนเกลี้ยง แต่ก็ไม่ตายสมใจหลวงพ่อจึงต้องยกโทษให้อย่างไม่มีทางเลือก
4."เรื่องห้ามข้ามสะพาน" วันหนึ่งหลวงพ่อกับชูเคนไปฉันกระยาหารที่บ้านของ นิเฮซัง ตามคำเชิญ ระหว่างทางไปบ้านนิเฮซัง ต้องเดินข้ามสะพานๆ หนึ่งไป แตนิเฮซังคิดจะแก้เผ็ดเณรน้อยชูเคนโดยตั้งป้ายประกาศไว้เชิงสะพานว่า "ห้ามข้ามสะพานนี้"(kono hashi wo wataru bekarazu 橋を渡るべからず) แต่ชูเคนกลับพาหลวงพ่อข้ามตรงกลางสะพาน และ บอกนิเฮซัง ที่ยังสงสัยอยู่ว่า เขากับหลวงพ่อเดิน " ตรงกลาง " ไม่ได้เดินที่ " ขอบสะพาน " หมายความว่า ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า Hashi เป็นคำพ้องเสียงมีความหมายหลายอย่างคือ แปลว่าสะพานก็ได้ แปลว่า ขอบ(端) ริมก็ได้ เป็นการเล่นคำทางภาษา เณรน้อยชูเคนจึงเอาชนะ นิเฮซังได้อีกครั้ง
5."เรื่องจับเสือในภาพ" ครั้งหนึ่งท่านโชกุอาชิคางะ โยชิมิทสุ มีประสงค์ที่จะพบเณรน้อยเจ้าปัญญาแห่งวัดอังโคะคุจิอีกสักครั้ง จึงนิมนต์หลวงพ่อและชูเคนมาฉันกระยาหารที่ตำหนักคินคาคูจิ金閣寺 ครั้งนั้นท่านโชกุนสั่งให้ชูเคนจับเสือในภาพวาดมัดเสียให้อยู่หมัด เณรน้อยหาได้ตระหนกต่อคำท้าของท่านโชกุน ทำท่าควงเชือกราวจะเข้าไปจับเสือในภาพวาด แต่ทันใดนั้น ชูเคนหันมาบอกกับทุกคนว่า ก่อนที่จะมัดเสือ ขอให้ท่านโชกุนหรือผู้กล้าท่านใดก็ได้ช่วยไล่เสือออกมาจากภาพเสียก่อนแล้วเขาจะจับมัดให้ ท่านโชกุนจึงจนปัญญาต่อคำร้องของชูเคน
ป.ล.วัดคิงคะคุจิ แต่ก่อนไม่ได้เป็นวัด แต่เป็นตำหนักของโชกุน และภายหลังลูกชายแกถวายให้เป็นวัด

ตำหนักทอง หรือ คิงคะคุจิ

รูปโชกุนอะชิคางะ โยชิมิสึ

พ่ออิคคิวซัง เป็นพระจักรพรรดิ



รูปอิคคิว

วัดชูองอัน หรือวัดอิกคิว เกียวโต

วัดอังโคคุจิ安国寺 (綾部市) เมืองอายาเบะ綾部 ที่เกียวโต
และญี่ปุ่นสมัยก่อน พระพุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมญี่ปุ่นส่วนใหญ่ โชกุนนับถือศาสนาพุทธ แล้วการปกครองในสมัยกษัตริย์ โชกุนเป็นผู้ปกครองแท้จริง อยู่ที่เมืองหลวง เมืองอื่นๆก็มีผู้ปกครอง จักรพรรดิญี่ปุ่นสมัยก่อนสบาย ไม่ต้องมาบริหารบ้านเมือง ไม่ต้องมารับรู้เรื่องบ้านเมือง มีหน้าที่แค่คอยขึ้นครองราชและสละราชตามเวลา และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ.....ที่สำคัญ จักรพรรดิญี่ปุ่นส่วนใหญ่นับถือชินโต พอมายุคเมจิ ระบบโชกุนหายไป จักรพรรดิมีอำนาจอีกครั้ง เลยจัดการลดบทบาทของพระพุทธศาสนาลง และตั้งแต่นั้จนถึงปัจจุบัน ศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเลยอยู่ตามยถากรรม