24 พฤษภาคม 2012, 13:37 น.

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อภินิหารแม่ชีปัดระเบิด  (อ่าน 13545 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
infantry
วิจัยกรณี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 91



« เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2009, 08:19 น. »


ของพระพยอม

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5729877/X5729877.html

เรื่องมีว่า

มีคนเห็นร่างแม่ชีลอยบนฟ้าขึ้นไปปัดระเบิดปรมาณู แล้วระเบิดลูกนั้นไปตกที่ญี่ปุ่นแทน

สงสัยที่พระพยอมบอกไม่ยอมปัดลงทะเล ผมว่าแม่ชีแกกลัวลงทะเลแล้วสึนามิลงมั้งคับ
บันทึกการเข้า
ห้าแปด
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2009, 10:27 น. »

ผมเคยไปบวชเณรที่วัดนี้ ตอนแรกรู้สึกทึ่งว่าวัดนี้ใหญ่อลังการมาก แต่พออยู่ได้สักพัก เค้าสอนให้เรารู้สึกว่า ยิ่งเสียเงินซื้อพระหรือบริจาคมากเท่ไหร่ ยิ่งได้บุญ ซึ่งไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้สึกไม่ชอบมาก
บันทึกการเข้า
Admin
Administrator
นายร้อยตำรวจเวรปกครอง
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,265



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2009, 14:20 น. »

ป๊าด! ณัฐแพง

ลูกผู้ชายตัวจริงว่ะ  icon_mrgreen
บันทึกการเข้า



A r t z S i t e Crew
infantry
วิจัยกรณี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 91



« ตอบ #3 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2009, 18:01 น. »

ผมเคยไปบวชเณรที่วัดนี้ ตอนแรกรู้สึกทึ่งว่าวัดนี้ใหญ่อลังการมาก แต่พออยู่ได้สักพัก เค้าสอนให้เรารู้สึกว่า ยิ่งเสียเงินซื้อพระหรือบริจาคมากเท่ไหร่ ยิ่งได้บุญ ซึ่งไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้สึกไม่ชอบมาก

ผมไม่เคยไปนะ แต่ผมได้ยินข่าวคราววัดทุกครั้ง ก็มีเรื่องให้ฮาทุกครั้ง

ใครไปวัดนี้ ต้องใส่ชุดขาว แล้วต้องชุดขาวของทางวัดนะครับ

แล้วทุกวันอะไรจำไม่ได้ มีพิธีถวายข้าวอะไรไม่รู้ เขาบอกว่าถวายให้พระพุทธเจ้าใน อายตนนิพพาน(คือ นิพพานที่มีตัวตน สัมผัสได้ เข้าถึงได้) มีคนอ้างว่าถวายกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ท่านรับเองกับมือ......เก่งจัง

แกเคยสอนเด็กอนุบาลไง สอนทำสมาธิ ให้เห็นลูกแก้วอะไรของเขานี่แหละ แกจะพูดจาให้น่ารัก มีคำว่า นะจ๊ะ เรียกตัวเองว่าครูใหญ่ แกจะพูดลางเสียงยาว เช่น เห็นลูกแก้วใสสสสส(ลากเสียงยาว)เห็นภาพอะ จนเชื่อว่าใสจริงๆ แล้วใครที่เรียนกับแก ให้ทำตัวเป็นเด็กอนุบาล พยายามทำตัวให้ไม่รู้เรื่อง ว่านอนสอนง่าย ไม่ขี้สงสัย เดี๋ยวไม่บรรลุ

แล้วเวลาทำบุญอะไรต่างๆ เขาออกหนังสือเล่มนึง บอกว่า ทำบุญถวายไก่ย่าง ได้แหวนไก่ย่าง มีทั้งสร้อยส้มตำปู แหวนแมว สร้อยข้าวต้มมัด แหวนเอิร์ทเควก(เกดจากบุญถวายไอติม) แหวนช็อกโกแลต

บอกอีกนะคับ ถ้าบนโลกมนุษย์ ผิวหนังมันเหี่ยว ให้เอาเครื่องประดับไปขายแล้วเอาเงินมาทำบุญ

แล้วสวรรค์ของวัดนี้มีชั้นเดียวคือ ดุสิตบุรี เฟส1 2 3 อะไรของเขาไม่รู้แหละ

แล้วทำบุญถ้าไม่มีเงิน มีBig Boon บิ๊กบุญ บุญสุดคุ้ม ไม่มีเงิน ผ่อนบุญได้ด้วยนะครับ

บลาๆๆ

แต่ยังมีคนเชื่อว่าแม่ชีปัดระเบิดจริงนะครับ













นี่ต้องทำบุญหมดตัว อดตาย ถึงได้เครื่องประดับพวกนี้ใช่ป่าว

แล้วอีกอย่าง 2มือ 10นิ้ว สวมแหวนนิ้วละ2วง เดินแบบหรือสังคมไฮโซอะ แล้วก็ไม่เคยเห็นไฮโซคนไหนต้องสวมแหวน2มือรวม20วงนะคับ

แล้วบอกด้วยนะ แสดงว่าบนสวรรค์นี่เขาใส่แบบนี้ แต่งตัวแบบนี้เดินว่อนทั่วสวรรค์ แต่งแบบนี้ไปเข้าเฝ้าพระศรีอาริย์บนดุสิตบุรีงั้นหรอ ขนาดบนโลกมนุษย์สร้อยทอง1เส้นผมยังไม่อยากใส่ เดี๋ยวเดินไปโดนปล้นก็ซวยกรู

แล้วอ่านมาสักพัก อยู่บนสวรรค์ต้องใส่โชว์ มีสร้อยอะไรสวมให้หมด มีแหวนสวมให้ครบ20วงทั้งสองมือ ถ้าไม่ใส่แล้วผิดปกติ จะตกสวรรค์ลงไปเดินในท้องหมางั้นหรอ......ไม่มั้งงง

ไม่ใส่ตกสวรรค์ได้ด้วย

เหอๆ
บันทึกการเข้า
เปิ้ล
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 1 มิถุนายน 2009, 15:20 น. »

เคยไปวัดนี้ และไม่คิดไปอีกค่ะ

แล้ววัดนี้ไม่ได้อยู่ๆแล้วเข้าไปได้นะคะ ต้องใส่ชุดขาวทางวัดเท่านั้น แม่ฉันไปแต่ไม่ได้ใส่ชุดขาวของทางวัด โดนไล่ออกจากวัดค่ะ

แล้วมีพิธีถวายผ้าของวัดนี้ไม่ธรรมดา ต้องมีคนแต่งตัวย้อนยุคไอยคุปต์ ทางวัดบอกว่าคือนางวิสาขาแต่งชุดมหาลดาปสาธน์ตามพระไตรปิฎก แล้วพิธีนี้เอาคนธรรมดามาใส่ชุดมหาลดาปสาธน์เพื่อเทียบบารมีกับนางวิสาขาหรอคะ เพื่ออะไรคะ อยากรู้

ส่วนเรื่องแม่ชี แล้วแหวนบ้าบออะไรนั่น ฉันเคยอ่านในพันทิปมาบ้าง และเป็นเรื่องตลกที่สุดที่ได้ยินมา

บันทึกการเข้า
Admin
Administrator
นายร้อยตำรวจเวรปกครอง
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4,265



เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 1 มิถุนายน 2009, 18:06 น. »

แต่ก็มีคนเชื่อนะ

เรื่องเหล่านี้พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง "บัว ๔ เหล่า" ได้เป็นอย่างดี  icon_idea

บันทึกการเข้า



A r t z S i t e Crew
JIRAJIB
วิจัยกรณี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 147


กาลครั้งหนึ่งความรัก..


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 3 มิถุนายน 2009, 23:13 น. »

เออ บางทีการศึกษาก็ไม่ได้ทำให้.....คิดได้เน๊อะ คือตอนเรียนอยู่น่ะออกฝึกอนามัยชุมชนกับอาจาร์ยหมอ แบบว่าทุกๆตอนเช้าและก็เย็นทุกคนที่ออกฝึกด้วยกัน จะต้องทนนั่งฟังพระธรรม(นอกรีด)จากจาร์ยหมอ รวมวันละ1ชั่วโมง ปรามาณ1เดือน คิดภาพนะคะ เวลาต้องทนฟังอะไรที่ไม่อยากฟัง ตลกไปแล้ว เว่อร์ซะ มีจริงเหรอ ทำไมไม่เคยรู้ว่ามีจริงฟะ เหออออๆๆบ้ารึป่าว อยากจะเถียงนะ(เเด๋วโดนปรับตก ฝึกใหม่คงไม่ให้ผ่าน 555 บ้าชมัด) ...เหมือนบัวที่พี่อาร์ทว่า การศึกษาก็ช่วยเค้าไม่ได้เลยยยยย น่าสงสาร..หุหุ (ตอนนี้อาจาร์ยก็ได้ขายบ้านและที่ดินที่มีทั้งหมด พร้อมด้วยถวายบุตรสาวทีเป็นพรมจรรย์ย์ย์ย์ย์.......ให้พระ เฮ้ยให้เป็นลูกวัด...ไปแล้ววววว) จบข่าว
บันทึกการเข้า

JJ&JB
infantry
วิจัยกรณี
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 91



« ตอบ #7 เมื่อ: 4 มิถุนายน 2009, 10:16 น. »

ปั้นแม่ชีจันทร์ธรรมกาย
สุดพิสดาร-ปัดปรมาณู!!!

แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ของวัดพระธรรมกาย ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างสูง เพราะแม่ชีจันทร์คืออาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกาย ให้กับพระไชยบูลย์ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยถึงแม้พระไชยบูลย์จะบวชที่วัดปากน้ำ แต่ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอด วิชชาธรรมกายจากพระวัดปากน้ำ หรือจากพระซึ่งเป็นสานุศิษย์รุ่นหลังของหลวงพ่อสด จันทสโร ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเลย 
 
ดังนั้นแม่ชีจันทร์จึงถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตทางธรรมของพระไชยบูลย์ และให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย แม่ชีจันทร์กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัด และในงานสำคัญ อาทิการจัดทอดกฐิน แม่ชีจันทร์จะเป็นประธานของงาน นอกจากนั้นอีกพิธีที่แม่ชีจันทร์ต้องลงมือคือการถวายข้าวพระพุทธเจ้าในช่วงวันอาทิตย์ต้นเดือน เพราะมีการระบุว่ามีแต่แม่ชีจันทร์กับพระไชยบูลย์เท่านั้นที่สามารถกลั่นเอาข้าว ปลาอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย ให้กลายเป็นของทิพย์ ของละเอียดและเอาขึ้นไปถสายพระพุทธเจ้าในพระนิพพานได้
ภาพของแม่ชีจันทร์ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้รับการยกย่องอย่างสูง รวมถึงได้มีการจัดทำประวัติออกเผยแพร่อย่างต่อเนื่องชนิดที่สุดพิสดาร และเต็มไปด้วยปาฏิหารย์กว่าวันอัศจรรย์ตาเบิกโพลงที่วัดพระธรรมกายใช้เป็นจุดขายพระธรรมกายประจำตัวองค์ละ 1 หมื่นบาทเสียอีก

เริ่มจากชาติกำเนิดของแม่ชีจันทร์ที่แสนธรรมดา เป็นลูกชาวบ้านย่านนครชัยศรี และมีนิสัยเลิศคุณธรรมตั้งแต่เล็ก ชีวิตเริ่มเข้าทางธรรมเมื่อมาเป็นลูกศิษย์อุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น โดยวัตถุประสงค์ที่ปฏิบัติธรรมก็คือต้องการตามมาพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว
ปรากฎว่าแม่ชีจันทร์ปฏิบัติธรรมก็บรรลุวิชาขั้นสูง โดยเมื่อเข้าวิชชาธรรมกายแล้วก็มีการอธิษฐานจิตถึงพ่อ และปรากฎว่าไปพบพ่อหน้าหมองคล้ำยืนอยู่ในนรก เมื่อพ่อเห็นลูกสาวก็วิ่งมาเกาะที่เข่าทั้งคู่และว่าพ่อกำลังเป็นทุกข์ ตกนรก เพราะมีชีวิตดื่มสุรามาก และฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม่ชีจันทร์จึงเกิดความสงสารอย่างมากและตั้งสมาธิ เรียกบุญบารมีที่ได้บรรลุถึงธรรม อาราธนาธรรมกายมาช่วยพ่อ โดยกล่าวว่า  "ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเอาตัวเสี่ยงชีวิตนี้ เพื่อต้องการบรรลุธรรมะได้มาช่วยพ่อ บัดนี้ข้าพเจ้า "บรรลุธรรม"แล้ว ขออานุภาพพระธรมกายจนบันดาลช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ด้วยบารมีของข้าพเจ้าเถิด"
เท่านั้นเองก็มีเสียงพระธรรมกายกังวานก้อง และบอกให้พ่อรับศีล และระลึกถึงบุญที่เคยทำไว้ในขณะเป็นมนุษย์ ในชีวประวัติแม่ชีจันทร์ถึงกับบรรยายไว้ว่าทันใดนั้น กายพ่อของแม่ชีจันทร์ ก็เบาและลอยขึ้นจากนรก ทะลุขึ้นสวรรค์ ติดตามธรรมกายของแม่ชีจันทร์ผ่าน สวรรค์ชั้นต่าง ๆ ไปเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เลยทีเดียว
ขณะนั้นแม่ชีจันทร์อายุ 29 ปี และปฏิบัติธรรมมาแค่ 2 ปีเท่านั้น!!!!
ความอัศจรรย์ ปาฏิหารย์พิสดารของแม่ชีจันทร์ยังไม่หมด หลังจากนั้นแม่ชีจันทร์ก็บวชเป็นอุบาสิกาถือศีล 8 และถูกนำไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสดสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยหลวงพ่อสดเมื่อพบแม่ชีจันทร์ก็บอกว่าบอกว่ามึงมาช้าไป แต่ทว่ามีการอ้างคำพูดของหลวงพ่อสดว่าเมื่อได้สอนธรรมะให้แม่ชีจันทร์ก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งตลอด หลวงพ่อสดยกย่องแม่ชีจันทร์ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง
ระหว่างอยู่วัดปากน้ำแม่ชีจันทร์ ก็ได้แสดงปาฎิหารย์ ร่วมกับพระหลายองค์โดยในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ร่วมกันปัดลูกระเบิดลงทะเลบ้าง แม่น้ำบ้าง ซ่อนประเทศ ซ่อนเมืองซ่อนจุดยุทธศาสตร์สำคัญ บังตาให้เมืองเป็นป่าด้วยวิชชาธรรมกาย
ขนาดในหนังสือ "เดินไปสู่ความสุข" ที่วัดธรรมกายทำออกมาเผยแพร่ ถึงกับระบุว่า สมัยนั้นชาวบ้านเห็น "แม่ชี" วัดปากน้ำ เหาะไปปัดลูกระเบิดกลางอากาศ ซึ่งถึงแม้ไม่ได้ระบุว่าเป็นแม่ชีองค์ใด ใครอ่านก็คงเข้าใจได้ว่าหมายถึงแม่ชีจันทร์ เพราะทั้งเรื่องมีการกล่าวถึงแม่ชีรูปเดียว
นอกจากนั้นยังมีการขยายความ "งานครั้งสำคัญมาก" ของแม่ชีจันทร์ โดยมีบุคคลซึ่งรู้เรื่องเพียง 3 คนคือหลวงพ่อสด ,นายประยูร มรรคทายกของวัด และแม่ชีจันทร์ ซึ่งจนถึงขณะนี้เหลือแม่ชีจันทร์เพียงคนเดียว โดยงานครั้งสำคัญที่ว่าคือ การที่สหรัฐฯจะทิ้งระเบิดปรมาณู เพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้น มีการอ้างว่าแม่ชีจันทร์ ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อสด ให้นั่งสมาธิใช้วิชชาธรรมกายไปดูว่า จะมีลูกระเบิดใหญ่กว่าเพื่อนมาทิ้งที่ไทย เพราะมีญี่ปุ่นอยู่มาก ซึ่งแม่ชีจันทร์ก็ไปพบว่า จะมีการทิ้งระเบิดปรมาณูในไทย
สิ่งที่ตามมาคือ การนั่งสมาธิกัน 7 วัน 7 คืน ผลทีปรากฎคือ การเอาลูกระเบิดปรมาณูไปตกที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นแทนเมืองไทย!!!!
การปฏิบัติธรรมของแม่ชีจันทร์ ยังมีการระบุว่า ได้รับการขอร้องจากหลวงพ่อสดให้ช่วยสอนธรรมแก่ผู้อื่น โดยถึงกับระบุหลวงพ่อสด ได้กล่าวว่าถ้าไม่สอนแล้ว จะไปนั่ง "นิพพาน" องค์เดียว และระหว่างอยู่กับหลวงพ่อสด แม่ชีจันทร์ยังรับภาระอื่น อาทิ ไปช่วยปราบผีที่เข้าทรงในวัดแห่งหนึ่งที่เพชรบุรีด้วย
ดังนั้นในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม จะรู้สึกสงสารผู้ที่ไปโกรธแม่ชีจันทร์มาก เพราะหากไปว่า แม่ชีจันทร์ขณะอยู่ในสมาธิจิตแล้ว บาปของผู้นั้นมากจน "คำนวณไม่ได้" ทีเดียว
แม่ชีจันทร์ก็ได้รับศิษย์เอกที่ชื่อนายไชยบูลย์ สุทธิผล และต่อมาได้บวช โดยมาร่วมกันตั้งวัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งแรกเป็นเพียงผืนนาขนาดเล็ก แต่มีชีจันทร์เข้าวิชชาธรรมกาย "กลั่น" สมบัติอันละเอียด จากอดีตชาติ เพื่อนำมาใช้สำหรับการสร้างวัดพระธรรมกาย
และผลสรุปที่เป็นทีเด็ดสุด ๆ สำหรับประวัติแม่ชีจันทร์ก็คือ ในบรรดาวิชชาธรรมกายทั้งหมดที่แม่ชีจันทร์รับรู้ ก็ได้ถ่ายทอดให้พระไชยบูลย์อย่างหมดแล้ว และให้พระไชยบูลย์ไปค้นคว้าต่อไป
หรือพูดให้เห็นเป็นนัยๆ ให้ไปคิดเอาเอาว่า แม่ชีจันทร์ยังทรงฤทธิ์ ปาฎิหารย์ขนาดนี้แล้ว พระไชยบูลย์จะเหยียบน้ำ ดำดิน เหาะขึ้นฟ้าแทรกพสุธาได้ขนาดไหน???
--------------------------------------------------------------------------------

พิจารณาเอาเองนะครับ
บันทึกการเข้า
คนวัด
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 มีนาคม 2010, 21:24 น. »

 icon_neutral
คุณ ๆ ทั้งหลายนิดูเหมือนคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับวัดนี้ดีเสียเหลือเกินนะคะ
เรื่องบางเรื่องที่เราไม่เข้าใจ หรือเรายังไม่รู้จริง หรือไม่รู้จุดประสงค์
ก็อย่าเพิ่งเอาไปพูดจาเพ้อเจ้อส่งเดชนะคะ...มันจะเป็นบาปกรรมติดตัว

เราจะไม่แก้ตัวอะไรให้วัดหรอกนะ..เพราะคิดว่าพูดไปนอกจากจะเยอะอาจจะเสียเวลาเปล่าด้วย
เพราะอะไรพวกคุณ ๆ น่าจะพิจารณาตนเองได้นะคะ

ขอบอกเลยนะว่าเราไม่ใช่พวกใจเย็นอย่างคนวัดพระธรรมกายทั่ว ๆ ไป
เราไม่มานั่งพูดเพราะ หรือถนอมน้ำใจ หรือพยายามอธิบายอะไรด้วยความใจเย็นมาก ๆ ขนาดนั้นหรอกนะ
แต่เราก็พยายามอยู่

เห็นกระทู้ของพวกเราคุณแล้วสลดใจมาก สงสารพวกคุณที่สร้างบาปกรรมให้ตนเอง

ดูเหมือนคุณบางคนจะเข้าใจประเด็นแล้วว่า นี่คือโรงเรียนอนุบาล..อนุบาลฝันในฝัน
มันเป็นกลวิธี..ในการที่จะทำให้เข้าใจ ๆ อะไร ๆ ได้ง่ายที่สุด ถ้าเราทำเหมือนเรายังไม่รู้
เพราะคนที่คิดว่าตัวเองรู้ดี รู้มาก รู้อยู่แล้ว นั่นเค้าเรียกว่ามีอัตตา..เป็นพวกน้ำเต็มแก้ว
แล้วจะเอา space ที่ไหนมารับสิ่งใหม่ รับเท่าไหร่ ๆ ก็ล้นออกมาอยู่ดี

ในสมัยพุทธกาลยังเคยมีเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ปรากฏว่า ภิกษุณีและอุบาสิกาส่วนมาก เข้าถึงธรรมได้ก่อนพระภิกษุและอุบาสก
นั่นเป็นเพราะอะไร
เพราะเวลาฟังแล้วผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ด้านการศึกษา ฟังด้วยใจว่าง พร้อมรับสิ่งใหม่
แต่ผู้ชาย ได้เรียนหนักสือ รู้มาก คิดมาก..คิดมากไป
เข้าใจใช่ไม๊

ฉะนั้น..เราอยากให้พวกคุณปรับปรุงทัศนคติของตัวเอง อย่างน้อยก็ขอให้คิดก่อนพูด
แล้วเรื่องทิพยสมบัติทั้งหลาย พวกแหวนเหวินอะไรนั่นน่ะ
ส่วนตัวเรานะ คิดว่าเป็นเหมือนข่าวบันเทิงมากว่า
ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย แล้วก็ไม่รู้ว่ามีจริงไม๊
แต่มันก็เป็นอะไรที่สวยงาม และเป็นแรงจูงใจให้หลายคนอยากทำทาน
เพราะวิธีเดิม ๆ ที่ได้แต่บอก ๆ อาจไม่ได้ผล
วัดจึงต้องหาทุกวิถีทางที่จะทำให้คนสนใจเรื่องกฏแห่งกรรม
ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว และสิ่งที่คุณเห็นนั่นคือผลของกรรมดีใจการบริจาคทาน..เก็ตบ่

ไม่รุว่าที่เรานั่งอธิบายเนี่ยมันจะได้ประโยชน์กับใครสักกี่มากน้อย
แต่เราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อะ
นะ
อยากให้พวกคุณไม่เป็นบัวเหล่าที่..ไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดอะ
บันทึกการเข้า
คนวัด
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 มีนาคม 2010, 21:27 น. »

*ไม่อยาก..
พิมพ์ตก ขออภัยค่า
บันทึกการเข้า
คนวัด
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: 17 มีนาคม 2010, 21:31 น. »

ส่วนเรื่องคุณยายจันทร์เนี่ย
ต้องลองมาเข้าวัด ศึกษาเกี่ยวกับการนั่งสมาธิเยอะ
แล้วจะเข้าใจอะไรมากกว่านี้นะคะ
ไม่ต้องมานั่งเดาหรืออิงตำราฟิสิกอะไรหรอก
เมื่อยเปล่า ๆ
ของมันคนละแบบกันค่า
บันทึกการเข้า
_Eka
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: 17 มีนาคม 2010, 21:46 น. »

ขอโทษ นะคับ เขาทำอะไรให้คุณเดือดร้อนหรือป่าวคับ แล้วเรื่องที่พูดมาเนี้ยรู้จริงหรือป่าวถึงได้มาว่านะคับ รึว่าฟังมาจากเขาอีกทีนึงหรืออ่านหนังสือ มานะคับ
คนเรามีวิจารญาณของตัวเอง  ที่มีสิทธิที่จะเลือก เลือกที่จะทำ รู้ว่าไหนถูกรู้ว่าไหนผิด การที่คนเรามาว่าผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่ได้ไปสัมผัสหรือได้รับรู้อะไรจิงๆแต่กลับมาว่าผู้อื่นหรือติเตียนผู้อื่น ผู้นั้นย่อมได้รับผลกระทบแก่ตัวเองแน่นอน
เมื่อเราดูแต่ผู้อื่นไม่เคยดูตัวเองเลยแล้วไฉนตัวเราจะดีได้ ทุกอย่างต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน แล้วค่อยมองผู้อื่น

ผมคิดว่าคุณคงโชคดีนะคับ กับการที่มาว่าผู้อื่น
บันทึกการเข้า
_Eka เด็กวัด
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: 17 มีนาคม 2010, 22:04 น. »

จากหลายกระทู้ที่ผ่านมา  กระทู้ข้างบนนี้คงแสดงให้เห็นว่า
คนไหนดีคนไหนชั่วอยู่ที่ตัวทำนะคับ
ผมก็ไม่อยากอธิบายให้มากเรื่องนักเท่าไร
เพราะ บาปก็มีจริง
แต่ผมคิดว่าการที่คนเราเชื่อในบุญบาปนั้นก็เป็นสิ่งดี
แต่ทำไมเราอยู่ศาสนาเดียวกันต้องมาว่ากันเองอยู่ทำไม
ตอนนี้ประเทศชาติกำลังแย่มากๆเรามาสามัคคีกันดีกว่า
เพื่อให้เมืองไทยพุทธของเราอยู่เป็นสูขเหมือนแต่ก่อน
คนไทยทุกคนผมเชื่อว่า เราต้องต่อสู้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
บันทึกการเข้า
เด็กน้อย
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: 25 เมษายน 2010, 20:25 น. »

เข้ามาเจอโดยกระทู้ด้วยความบังเอิญน่ะครับ
อ่านแล้วสนุกดี   เห็นมีทัศนต่างๆ  มากมาย  เกี่ยวกับคุณยาย  และหมู่คณะของวัดพระธรรมากย  และเห็นข้อมูล หลักฐานต่างๆ  เพื่อมาสนับสนุนทัศนคติของตัวเอง

ว่าแต่ว่าจะเถียงหรือจะตอบโต้ไปกันเพื่ออะไรครับ  คนไทยก็เป็นอย่างนี้  มีสุภาษิตโบราณว่า  "ไม่รู้  ไม่ชี้"  
มันตรงกันข้ามกับกระทู้นี่น่ะครับ  "ไม่รู้  แล้วมาชี้"  มีคนแบบเยอะน่ะครับ  ประเทศไทยเลยเป็นแบบนี้   มีแต่คนไม่รู้   แต่แสดงทัศนคติ

ไม่มีลูกศิษย์วัดคนใหนออกมาตอบโต้ด้วยหรอกน่ะครับ  หรือมาชี้แจงด้วยหรอกน่ะครับ  เพราะคนเหล่านั้นเขาเป็นคนโง่เขลา  คนเหล่านั้นยังไม่รู้  เขาเลยตั้งหน้า  ตั้งใจเรียนธรรมเพื่อที่จะให้ตัวเองมีปัญญาฉลาด  แต่การเรียนของพวกเขาไม่ได้มานั่งคุยกันน่ะครับ  แต่เขาเรียนโดยการทำทาน  รักษาศีล   นั่งหลับตา (ทำภาวนา)

ถ้าท่านไม่ชอบวัดก็อย่าไปทำบุญกับวัดเขาซิครับ  ใครชอบก็ให้เขาทำไป  ทุกอย่างวิบากกรมใคร  วิบากรรมมัน  อย่าไปกล่าวโทษเขาโดยท่านไม่มีข้อมูลเลยครับ

ถ้าวัดไม่ดีป่านนี้ปิดไปแล้วครับ  ร้างไปนานแล้วครับ  แต่นี่เจริญน่ะครับดูจากข่าว  เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาว่างกันมากๆๆๆ  ก็เอามาสวดมนนต์น่ะครับ  แล้วก็หลับตาก็ได้ครับ  จะได้ไม่ใช้ปัญญาในทางที่ไม่ดี  มัวแต่วิพากษ์วิจารณ์มันเสียเวลาครับ

อีกอย่างหนึ่งแนะนำครับ  อยากรู้บุกไปที่วัดเลยครับ  ไปดูกันว่าเขาเหล่านั้นทำอะไรกันบ้าง  สู้ๆๆๆๆ  น่ะครับ  ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์น่ะครับ  อยากรู้ต้องทดสอบ  จะได้มีปัญญา  จะได้ไม่เป็นแบบตาบอดคลำช้าง
บันทึกการเข้า
sorachat
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2010, 21:08 น. »

ต้องรู้จักหลักกาลามสูตร และหาหนทางสู่วิมุติให้จงได้
บันทึกการเข้า
ท่านเล้ง
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #15 เมื่อ: 24 พฤษภาคม 2010, 11:53 น. »

ปัดระเบิดไปตกที่ญี่ปุ่นเลยเหรอ
ไม่เป็นการฆ่าคนทางอ้อมเหรอครับ
แล้วมันไม่บาปเหรอครับ
ถ้าปัดได้จริง ทำไมไม่ปัดออกนอกโลกไปเลยล่ะครับ
และที่สำคัญนะครับ
ปรมาณูสองลูกนั้นของอเมริกาน่ะ
เค้าใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดครับ
ไม่ได้ใช้เครื่องยิง
และเค้าก็ทิ้งระเ้บิดเหนือแผ่นดินญี่ปุ่นครับ
มันคงไม่มาตกไกลถึงไทย จนท่านแม่ชีต้องปัดให้เมื่อยหรอกครับ
บันทึกการเข้า
khonthai
ขาจร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #16 เมื่อ: 31 ธันวาคม 2010, 18:46 น. »

ผมอาจผพิมพ์ผิดก็ได้เพราะผมไม่เก่งเรื่องภาษาไทย สำหรับผู้ที่กระจ่างแล้วนะ ผู้ที่มีธรรมทั้งหลาย สำหรับผู้ที่ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เปรียบเหมื่อนคนตาบอดที่บอกว่า "พระอาทิตย์ไม่มีจริง" อย่าไปถือสาเขา  ธรรมะเป็นของระเอียด เป็นของสูงค่า อย่าไปรบหรู่ คนเราเกิดมาเจออะไรไม่เหมือนกันสักหน่อย จะให้เขื่อเลยได้ยังไงเรื่องแบบนี้น่ะ สำหรับผู้ที่เชื่อก็ปล่อยพวกที่ีไม่เชื่อให้เขารู้กันเองตามกาลเวลาเถอะ คนเราน่ะไม่จนตรอกจริงๆ ไม่รู้คุณค่าของสิ่งนั้นหรอก บอกยังไงก็ไม่เชื่อ เหมือนคนที่ใกล้จะตายแล้วอ้อนวอนอยากไปสู่ที่ดีๆอ้อนวอนขอชีวิต แต่ดื่มสุรา สูบบุหรี่ทุกวัน ก่อนหน้านั้นบอกเท่าไหร่ๆ ให้เลิกก็ไม่เลิก ไม่ให้ดื่มก็รั้น แต่พอเป็นโรค และก่อนตายกับมาโอดครวญ เหมือนกับไม่ใช่มนุษย์ นี่แหละคือมนุษย์ ที่ยังงมงายอยู่กับสิ่งต่างๆที่พัฒนา โดยที่ไม่รู้ว่าพัฒนาไปเพื่ออะไร คนหนอคน น่าสงสาร แต่ก็ตัวใครตัวมัน คนเราไม่ได้เหมือนกันนี่ บุญก็ต่างกัน เฮ้อ...โลกเราเสื่อมลงไปมากขึ้นทุกที เสียดายจริงๆ ไม่น่าเกิดมาเจอกับพวกแบบนี้ พวกที่ไม่ช่วยกันตัดหญ้า ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
เฮ้อ...ทำใจใสๆดีกว่า อย่าไปขุ่นมัว เราเป็นผู้ที่ไม่ประมาทแล้ว เจริญแล้ว จงปล่อยผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิต่อไปตามทางของเขาเถิดนะ ดีไหม....
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: